วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ราคาทองคำเปิดตลาดเช้าราคาขึ้น 150 บาท

สมาคมค้าคำประกาศราคาทองคำครั้งแรก เมื่อเวลา 09.16 น. วันนี้ราคาปรับขึ้น 150 บาท เมื่อเทียบจากราคาปิดตลาดวานนี้ (12 มิ.ย.57) โดยทองคำแท่งขายออกบาทละ 19,600.00 บาท ทองคำรูปพรรณขายออกบาทละ 20,000.00 บาท

 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำ (96.5%) ประจำวันที่ 13 มิ.ย. 2557 ประกาศครั้งแรก เมื่อเวลา 09.16 น. ปรับขึ้น 150 บาท เมื่อเทียบจากราคาปิดตลาดวานนี้ (12 มิ.ย.57) โดยราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,500.00 บาท ขายออกบาทละ 19,600.00 บาท ราคาทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,222.88 บาท ขายออกบาทละ 20,000.00 บาท
ส่วนราคาทองคำปิดตลาดวานนี้ (12 มิ.ย.57) ราคาทองคำแท่งรับซื้อ 19,350.00 บาท ขายออกบาทละ 19,450.00 บาท ราคาทองคำรูปพรรณรับซื้อ 19,071.28 บาท ขายออกบาทละ 19,850.00 บาท

ข้อมูลจาก http://money.sanook.com/

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กระจายความเสี่ยง ... หลักสำคัญในการลงทุน

กระจายความเสี่ยง ... หลักสำคัญในการลงทุน

“อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน – Don’t put all your eggs in one basket” เป็นหนึ่งในหลักการลงทุนเบื้องต้นที่นักลงทุนทุกคนคงจะเคยได้ยิน
ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจลงทุน คือการกระจายความเสี่ยง โดยเปรียบไข่เป็นเงินลงทุนของเรา การกระจายด้วยการนำไข่ไปใส่ในหลายๆ
ตะกร้า ก็เปรียบเสมือนกับการนำเงินลงทุน กระจายไปในการลงทุนหลายๆรูปแบบ เช่นหุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตะกร้า
ใบใดใบหนึ่ง อย่างน้อย เราก็ยังมีตะกร้าใบอื่นๆเหลืออยู่ เช่นเดียวกับการลงทุน ที่แม้ว่าการลงทุนบางอย่าง เช่นหุ้น ที่ในช่วงภาวะตลาดและเศรษฐกิจ
ที่เติบโตดีมักจะมีแนวโน้มได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ แต่เราก็ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในหุ้น เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับหุ้น
ไม่ว่าจะจากตัวหุ้นเองหรือภาวะตลาดและเศรษฐกิจที่พลิกผัน อย่างน้อย ผลกระทบที่คาดไม่ถึงก็จะถูกผ่อนหนักเป็นเบา และ ไม่เดือดร้อนจนเกินไป

โดยหลักการนี้ หากพิจารณาว่าตะกร้าแต่ละใบ คือสินทรัพย์แต่ละประเภท เช่น ตะกร้าหุ้น ตะกร้าตราสารหนี้ ตะกร้าสินค้าโภคภัณฑ์ หลักการกระจายความเสี่ยง
ในเบื้องต้น คือ การกระจายน้ำหนักการลงทุนให้กับตะกร้าแต่ละใบตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากยอมรับความเสี่ยงได้สูง ขนาดตะกร้า หรือขนาดเงิน
ที่จะลงทุน ก็อาจจะลงไปในตะกร้าหุ้นมากหน่อย แต่หากยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ ขนาดตะกร้าที่จะใหญ่ ก็อาจจะเป็นตะกร้าตราสารหนี้ เป็นต้น
นอกจากที่เราจะกระจายความเสี่ยงตามขนาดตะกร้าแล้ว ในแต่ละตะกร้า ก็ควรจะมีการกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติมด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น
ตะกร้าหุ้น ก็ควรมีการลงทุนในหุ้นหลายๆบริษัท กระจายตามหมวดอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะที่ตะกร้าตราสารหนี้ ก็ควรจะมีการกระจายการลงทุน
ในตราสารหนี้ หรือเงินฝากของหลายบริษัท หรือหลายธนาคาร รวมไปถึงตะกร้าของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ควรมีการกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
หลายๆแห่ง หรือหลายประเภท เป็นต้น

ในแง่ของผู้ลงทุนทั่วไป การกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลากหลายตัว ตราสารหนี้ที่ออกโดยหลากหลายบริษัท หรือเงินฝากกับหลากหลายสถาบันการเงิน
อาจจะเป็นเรื่องยาก หากมีจำนวนเงินลงทุนไม่มากนัก การลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งจะมีการกระจายการลงทุนไปในหุ้นหลากหลายตัว หรือตราสารหนี้
หลากหลายบริษัท จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่ากองทุนที่เราลงทุนไปนั้น มีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมแล้วจริงๆ

ในกลุ่มประเทศที่ธุรกิจด้านการจัดการกองทุนมีการพัฒนา และได้รับการยอมรับทั่วโลก เช่นในกลุ่มประเทศยุโรป ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง
ค่อนข้างมาก โดยได้มีการออกกฎระเบียบที่ใช้บังคับกองทุนที่จดทะเบียนและขายให้กับคนหมู่มากในกลุ่มประเทศยุโรป เรียกว่ากฎเกณฑ์ UCITS
(Undertakings for Collective Investments in Transferrable Securities) เพื่อเป็นการปกป้องดูแลผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนรายย่อยด้วยการการวางกรอบ
กำกับการจัดการลงทุน โดยหลักข้อหนึ่งของ UCITS คือการป้องกันการกระจุกตัวของเงินลงทุนไปในหุ้นหรือตราสารที่ออกโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาก
จนเกินไป โดยได้กำหนดว่า ห้ามมิให้กองทุนมีการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกโดยผู้ออกตราสารรายใดรายหนึ่งเกินกว่า 5% ของมูลค่ากองทุน แต่หากจะเกิน
ก็จะถูกกำหนดให้ได้ไม่เกิน 10% แต่ทั้งนี้ หลักทรัพย์ใดๆที่มีน้ำหนักเกิน 5% เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้ว จะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 40% ของมูลค่ากองทุน
สามารถอธิบายได้ตามตัวอย่างของกองทุน 3 กอง ดังต่อไปนี้
หุ้นที่กองทุนลงทุน
สัดส่วนของหุ้น 5 ตัวแรกในแต่ละกองทุน
กองทุนหมายเลข1
กองทุนหมายเลข2
กองทุนหมายเลข3
A
4.9%
9.8%
9.9%
B
4.8%
8.1%
9.8%
C
4.4%
6.3%
9.7%
D
3.9%
4.2%
9.6%
E
3.3%
3.1%
9.5%
น้ำหนักรวมของหุ้น 5 ตัวแรก
21.30%
31.50%
48.5%
น้ำหนักรวมของหุ้นที่เกิน 5%
0%
24.20%
48.5%
จะเห็นได้ว่า กองทุนหมายเลข 1 มีการปฏิบัติตามกฎของ UCITS เนื่องจากในพอร์ตการลงทุน ไม่มีหุ้นใดๆ มีน้ำหนักเกิน 5% ของเงินลงทุน ในขณะที่กองทุน
หมายเลข 2 แม้จะมีหุ้นบางตัวที่มีน้ำหนักเกิน 5% แต่ก็ไม่เกิน 10% และเมื่อรวมน้ำหนักของหุ้นที่เกิน 5% เข้าด้วยกันแล้ว (A, B และ C) ก็มีน้ำหนักรวมกัน
แค่ 24.2% ซึ่งไม่เกิน 40% ตามเกณฑ์ที่ UCITS ตั้งไว้ ขณะที่กองทุนหมายเลข 3 แม้ว่าจะไม่มีหุ้นตัวใดน้ำหนักเกิน 10% แต่เมื่อรวมน้ำหนักหุ้นที่เกิน 5%
เข้าด้วยกันแล้ว (A, B, C, D และ E) กลับมีน้ำหนักรวมถึงกว่า 48% ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ UCITS กำหนดไว้ ดังนั้น กองทุนหมายเลข 3 จึงไม่ผ่านเกณฑ์ UCITS
ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนและการเสนอขายในกลุ่มประเทศยุโรปได้ เนื่องจากมีความเสี่ยง ต่อการกระจุกตัวของหุ้นเกินเกณฑ์ที่กำหนดต่อผู้ลงทุน
ในขณะที่กองทุนหมายเลข 1 และ 2 มีการปฏิบัติตามเกณฑ์ UCITS จึงได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล และสามารถเสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไปใน
ภูมิภาคยุโรป หรือทั่วโลกได้ เนื่องจากกฎเกณฑ์ของ UCITS แม้ว่าจะใช้บังคับกับกองทุนที่มีการจดทะเบียนเสนอขายในยุโรป แต่ก็ถือเป็นมาตรฐาน
การจัดการกองทุนที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

จากผลการศึกษาของ Morningstar โดยใช้ข้อมูลจริงของตลาดหุ้นสหรัฐฯตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 – 2553 พบว่า ความเสี่ยง หรือความผันผวนในการลงทุนของ
พอร์ทการลงทุน จะมีแนวโน้มลดลงเมื่อมีการเพิ่มจำนวนหุ้นเข้าไปในพอร์ต หรืออาจกล่าวได้ว่า ยิ่งมีจำนวนหุ้นมากขึ้น ก็จะทำให้ความผันผวนในการลงทุน
ลดลงแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า ยิ่งมีหุ้นจำนวนมากเท่าใด ก็จะยิ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้นเท่านั้น เพราะ เมื่อมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นถึง
จุดๆหนึ่งแล้ว เมื่อเพิ่มจำนวนหุ้นเข้าไปอีก ก็ไม่ได้ช่วยให้มีความผันผวนลดลงแต่อย่างใด การเพิ่มขึ้นเข้าไปเพื่อกระจายความเสี่ยงมากจนเกินความจำเป็น
อาจจะกลายเป็นผลร้ายก็ได้ หากมีหุ้นมากจนเกินกว่าจะสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด เนื่องจากยิ่งมีจำนวนหุ้นมากขึ้น ก็ต้องมีเวลาติดตาม และศึกษาหุ้นมาก
ขึ้น อาจจะทำให้มีการมองข้าม หรือละเลยหุ้นบางตัวไป และอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อการลงทุนได้มากกว่าการมีหุ้นเพียงไม่กี่ตัวก็ได้ อย่างไรก็ดี จากผลของ
การศึกษา ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า จำนวนหุ้นที่เหมาะสมสำหรับการกระจายการลงทุนจะต้องมีจำนวนเท่าใด เพราะขึ้นอยู่กับขนาดลักษณะการกระจายน้ำหนัก
และ จำนวนหุ้นของตลาดในแต่ละภูมิภาค รวมถึงแต่ละช่วงเวลาด้วย


กราฟแสดงความผันผวนของผลตอบแทนส่วนเกินจากตลาด (Excess Return)
เปรียบเทียบกับจำนวนหุ้นที่ลงทุนในช่วงปี 2522 – 2539 (1979-1996) และ 2540 – 2553 (1997 – 2010)
ที่มา: morningstar

นอกเหนือจากการกระจายการลงทุนในหุ้นหลากหลายตัวแล้ว การพิจารณากระจายความเสี่ยงออกไปในหลากหลายอุตสาหกรรม ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยทั่วไปมักจะมีการเคลื่อนไหวของราคาไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อระดับราคาน้ำมันในตลาด
โลกปรับตัวลดลง หุ้นในกลุ่มพลังงานก็มักจะปรับตัวลดลงไปในทิศทางเดียวกัน หากกระจุกการลงทุนไปในอุตสาหกรรมใดเพียงอย่างเดียว แม้ในภาวะที่มี
ปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว จะส่งผลดีให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปได้ แต่ในภาวะที่เกิดปัจจัยลบต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว ก็จะทำให้มีความเสี่ยงมากด้วย
เช่นกัน ดังนั้น นอกจากจะมีการกระจายในหุ้นหลายๆตัวแล้ว ก็ควรที่จะมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมด้วย หลักการเดียวกันก็สามารถ
นำมาใช้ในการกระจายการลงทุนระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคด้วย

โดยสรุป ในการพิจารณาเลือกการลงทุนในกองทุนรวม นอกจากจะพิจารณาในเรื่องของผลการดำเนินงานแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก็คือ
การกระจุกตัวของการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวว่ามีมากเกินไปหรือไม่  ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจมีข้อยกเว้นกรณีที่นโยบายของกองทุนมีการกำหนดไว้ล่วงหน้าไว้อย่าง
ชัดเจน เช่น กองทุนระบุว่าจะเน้นลงทุนหุ้นกลุ่มการเงิน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีน้ำหนักในหุ้นกลุ่มการเงินเป็นหลัก แต่ผู้ลงทุน ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจาก
การกระจุกตัวที่เพิ่มขึ้นด้วยว่าเหมาะสมกับตนเองหรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดของการลงทุนได้จากเอกสารสรุปข้อมูลรายเดือน
(Fund Factsheet) ของกองทุนแต่ละกอง ซึ่งจะมีการระบุสัดส่วนหุ้น และอุตสาหกรรมขั้นต่ำ 5 อันดับแรกของแต่ละกองทุน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบใน
การตัดสินใจเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานประจำปีซึ่งจะมีการเปิดเผยพอร์ทการลงทุนในหุ้นทุกตัวเป็นประจำทุก 6 เดือน
และ 1 ปี

คำเตือน• การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล คู่มือภาษีและหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน


ข้อมูลที่มา http://www.kasikornasset.com/TH/MarketUpdate/Pages/21032013.aspx
 

ความเสี่ยงจากการลงทุน....ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและผลตอบแทน

ความเสี่ยงจากการลงทุน....ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและผลตอบแทน
       สิ่งหนึ่งที่คุณต้องตระหนักไว้เสมอเมื่อคิดจะลงทุน คือ “การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง”ที่จริงแล้ว การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็มีความเสี่ยงไม่ได้แตกต่างไปจากการลงทุนด้วยตนเองแต่อย่างใด การลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นเป็นเพียงการให้ความสะดวกให้แก่นักลงทุนมือใหม่ซึ่งยังไม่มีความรู้และความชำนาญในการลงทุนเท่าไรนัก เนื่องจากกองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนรวมเป็นคนทำหน้าที่ดูแลและตัดสินใจลงทุนแทน อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าผู้จัดการกองทุนรวมเหล่านี้จะเป็นมืออาชีพในการลงทุน พร้อมทั้งมีคุณสมบัติและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. แล้วก็ตาม การลงทุนผ่านกองทุนรวมไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุนแบบใดก็ถือว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ดี ดังนั้น ในหนังสือชี้ชวนจึงมีการระบุความเสี่ยงต่าง ๆ จากการลงทุนของกองทุนนั้นไว้ให้คุณได้รับทราบและศึกษาเรื่องนี้ก่อนตัดสินใจลงทุน
       อีกสิ่งหนึ่งที่อยากนำมาอธิบายให้คุณเข้าใจก็คือ ความสัมพันธ์ของผลตอบแทนและความเสี่ยง  ประโยคที่ว่า “ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็ย่อมสูงตามไปด้วย (high risk, high return)”นั้นคือข้อเท็จจริงแน่นอน กล่าวคือ หากระดับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงขึ้น ระดับความเสี่ยงที่
ผู้ลงทุนต้องแบกรับจากการลงทุนนั้นจะสูงขึ้นด้วยเสมอ ดังแสดงในรูปภาพที่ 1
 
 
รูปภาพที่ 1 : แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์
       จากการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ขงผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ต่างชนิดกัน ซึ่งได้แก่ หุ้น หุ้นกู้ และเงินสด ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลา 50 ปี (ค.ศ. 1946 - ค.ศ. 1996) พบว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยเท่ากับ 12.1% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยจากการลงทุนในหุ้นกู้และเงินสด อย่างไรก็ดี เมื่อสังเกตถึงอัตราผลตอบแทนต่อปีที่ดีที่สุดและที่แย่ที่สุดของการลงทุนในหลักทรัพย์แต่ละชนิดแล้วนั้น พบว่า แม้ผลตอบแทนต่อปีที่ดีที่สุดจากการลงทุนในหุ้นจะสูงกว่าหุ้นกู้และเงินสดก็ตาม (23.9%)แต่ผลตอบแทนที่แย่ที่สุดจากการลงทุนในหุ้นนั้นถึงกับขาดทุนทีเดียว (-2.4%) ในขณะที่ผลตอบแทนที่แย่ที่สุดจากการลงทุนในหุ้นกู้และเงินสดนั้นไม่ได้ติดลบ จึงกล่าวได้ว่า แม้การลงทุนในหุ้นมีโอกาสให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีที่สูงกว่า แต่ผลตอบแทนจะมีความผันผวนสูงกว่า การลงทุนในหุ้นจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในหุ้นกู้และเงินสด
ตารางแสดงความสัมพันธ์ของผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น หุ้นกู้ และเงินสด สำหรับเวลา 50 ปี  ค.ศ. 1946-1996 (พ.ศ. 2489- 2539)
หุ้น
หุ้นกู้
เงินสด
อัตราผลตอบแทนต่อปี
7.8%
1.5%
0.5%
อัตราผลตอบแทนต่อปีที่ดีที่สุด,ระยะเวลาลงทุน 5 ปี
(Best annualized return, 5-year holding period)
23.9%
17.0%
11.1%
อัตราผลตอบแทนที่แย่ที่สุด, ระยะเวลาลงทุน 5 ปี
(Worst annualized return, 5-year holding period)
-2.4%
1.0%
0.8%
แหล่งที่มา : American Association of Individual Investors
 
 
 
       ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจลงทุนใด ๆ ก็ตาม คุณควรต้องรู้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และผลตอบแทนที่คาดหวังของตนเองก่อน เพื่อให้สามารถเลือกการลงทุนที่เหมาะสม สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คุณคาดหวังไว้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากยอมรับความผันผวนจากการลงทุน หรือความเสี่ยงได้น้อย ก็ไม่ควรเลือกลงทุนในหุ้น หรือกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นเด็ดขาด แต่ควรเลือกลงทุนในตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้แทน
 
แหล่งที่มา http://www.krungsrisecurities.com/post.php?p=73792
 

ความเสี่ยงของการลงทุนผ่านกองทุนรวม

ความเสี่ยงของการลงทุนผ่านกองทุนรวม
การลงทุนทุกชนิดอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนจึงควรศึกษาถึงปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้แก่
  1. ผลตอบแทนไม่ได้รับประกันแน่นอนนักลงทุนควรคำนึงว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้น ไม่ได้รับการประกันในส่วนของรายได้ ผลตอบแทน และการเพิ่มขึ้นของเงินต้น
  2. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดทั่วไปผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะตลาดที่อาจเกิดขึ้น การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็มีแนวโน้มที่จะพบกับความเปลี่ยนแปลงสภาวะของตลาดอันเกิดจาก
    • การเปลี่ยนแปลงทางระบบเศรษฐกิจและระบบทางการเงินของแต่ละประเทศ ภูมิภาค โลก
    • การเปลี่ยนทางนโยบายของรัฐบาล และการเมืองของประเทศโดยจะส่งผลถึงความมั่นใจในการลงทุน
    • การเปลี่ยนแปลงของร่างข้อบังคับ และกฎหมาย
    • การเปลี่ยนแปลงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด
    • การเปลี่ยนแปลงสภาพอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดต่างประเทศ
    • กรเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบอย่างแรงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความหายนะทางธรรมชาติ หรือเกิดสงคราม
    ปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ นักลงทุนควรคำนึงถึงก่อนการลงทุน
  3. ความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ผู้ลงทุนอาจจะพบความเสี่ยงต่างๆในการถือครองหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ ซึ่งรวมถึงความไม่สามารถในการชำระหนี้คืนทั้งในส่วนของผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยตามงวดเวลาที่ตกลง และเงินต้นที่จะต้องชำระคืนเมื่อครบกำหนดเวลาในการลงทุนในตราสารหนี้ นอกเหนือจากนั้นยังอาจมีความเสี่ยงจากการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทซึ่งอาจถูกปรับลดความน่าเชื่อถือในกรณีที่บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
  4. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายความเสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนผู้ถือหลักทรัพย์ไม่สามารถแปรสภาพหลักทรัพย์ที่ถือครองอยู่ให้เป็นเงินสดได้ในเวลาที่ต้องการ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณซื้อขายในตลาด
  5. ความเสี่ยงจากการเกิดเงินเฟ้อความเสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการสูญเสียอำนาจการซื้อ/ลงทุน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในตลาด
  6. ความเสี่ยงจากเงินกู้เพื่อการลงทุนถ้านักลงทุนกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม นักลงทุนควรต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้
    • การกู้ยืมเงินมาเพื่อการลงทุนนี้อาจเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไร และในทางตรงข้ามก็อาจก่อให้เกิดการเพิ่มการขาดทุนได้เช่นกัน
    • เมื่อมูลค่าการลงทุนต่ำกว่าระดับที่กำหนด นักลงทุนจะต้องถูกร้องขอจากสถาบันการเงินให้นำหลักทรัพย์มาวางค้ำประกันเพิ่มขึ้น หรืออาจถูกปรับลดยอดเงินกู้ลง
    • ต้นทุนในการกู้ยืมเงินมาเพื่อการลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด
    • นักลงทุนต้องศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องของความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมทางการเงิน
  7. ความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากผู้จัดการกองทุนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กติกา กฎข้อบังคับ นโยบายและขั้นตอนปฏิบัติงาน
  8. ความเสี่ยงจากตัวผู้จัดการกองทุนผลการดำเนินงานของกองทุนที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และ
    เทคนิคการบริหารการลงทุนของผู้จัดการกองทุน ในทางตรงข้าม ถ้าผู้จัดการกองทุนขาดทักษะเหล่านี้ก็จะเกิดผลเสียต่อการดำเนินงานชองกองทุน
ข้อมูลดี ๆ จาก http://www.cimb-principal.co.th/Investor's_Guide-@-General_Risks_of_Investing_in_Mutual_Funds.aspx

ความเสี่ยงของกองทุนรวมและระดับความเสี่ยงของการลงทุน

ความเสี่ยงของกองทุนรวม

แม้ว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมจะมีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการลงทุนให้ แต่กองทุนรวมก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอยู่กับทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุน ซึ่งจะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็แตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละกองทุนรวม ยิ่งการลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง ก็ย่อยมีความเสี่ยงสูง
เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชน ก็ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น สิ่งที่ผู้ลงทุนควรทำคือเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ เหล่านั้นและพิจารณาว่ารับได้มากน้อยเพียงใด เราลองมาดูกันว่าความเสี่ยงที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง

ความเสี่ยงทั่วๆ ไปของกองทุนรวม

เมื่อมีปัจจัยบวกหรือลบมากระทบ ทำให้ราคาหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลให้มูลค่า NAV ของกองทุนรวมนั้นเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามไปด้วย ความเสี่ยงทั่วๆ ไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนในกองทุนรวม ได้แก่
  • 1. ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) เช่น อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเปลี่ยนแปลงขึ้นลงจนส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง ในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย
  • 2. ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดโดยรวม (market risk) เช่น ภาวะเศรษฐกิจในประเทศซบเซา อาจส่งผลให้ราคาของหลักทรัพย์ต่างๆ ที่กองทุนรวมไปลงทุนอยู่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงลดลง
  • 3. ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (political risk) เช่น เกิดการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารประเทศและการลงทุนได้ ซึ่งจะกระทบบริษัทที่ประกอบธุรกิจ หรือในกรณีที่การเมืองไม่มีความแน่นอน อาจส่งผลให้ภาวะตลาดชะลอตัว ส่งผลให้ราคาของหลักทรัพย์ในตลาดลดลงหรือชะลอตัวได้
  • 4. ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่กองทุนรวมไปลงทุน (company risk) เช่น บริษัทบริหารงานผิดพลาดจนทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุน
  • 5. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (credit risk)เช่น บริษัทที่ออกตราสารหนี้ซึ่งกองทุนรวมเข้าไปลงทุนมีผลการดำเนินงานย่ำแย่จนไม่สามารถจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับกองทุนรวมตามเวลาที่กำหนดได้
  • 6. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (liquidity risk) เช่น หลักทรัพย์ที่ลงทุนไว้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือไม่มาก อาจทำให้ไม่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้ในราคาหรือจำนวนที่ต้องการภายในช่วงเวลาอันเหมาะสม

ความเสี่ยงหลักๆ ของกองทุนรวม

ทีนี้ลองมาดูความเสี่ยงหลักๆ ของกองทุนรวมแต่ละประเภทพอให้เห็นภาพกัน เช่น
  • กองทุนรวมตราสารหนี้ : จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ เช่น บริษัทซึ่งออกตราสารหนี้ที่กองทุนรวมนำเงินไปลงทุนฐานะทางการเงินไม่ค่อยมั่นคง ก็อาจมีผลต่อความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นให้กับกองทุนรวมได้ หรือความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เช่น ตราสารหนี้ที่กองทุนรวมลงทุน ซื้อง่ายขายคล่องมากน้อยเพียงใด
  • กองทุนรวมหุ้น : จะมีความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่กองทุนรวมนำเงินไปลงทุน เช่น หากเป็นธุรกิจที่เน้นการส่งออกแล้วเกิดปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน อาจส่งผลต่อกำไรของบริษัท นอกจากนี้ ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะตลาดที่อาจส่งผลในทางลบต่อธุรกิจ รวมทั้งราคาหุ้นของบริษัทที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุน
  • กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ : นอกจากความเสี่ยงตามประเภทของสินค้าการเงินที่ไปลงทุน ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศที่ไปลงทุน รวมทั้งความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟ้องร้อง และบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่บริษัทที่กองทุนรวมไปลงทุนมีปัญหาด้วย
โดยปกติแล้วข้อมูลความเสี่ยงของกองทุนรวมทุกกองจะระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุนอย่าลืมศึกษาข้อมูลส่วนนี้ให้ดีด้วย
นโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันของแต่ละกองทุนรวมก็ทำให้เกิดความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกัน โดยตัวอย่างประเภท กองทุนรวมตามความเสี่ยงแต่ละระดับ มีดังนี้

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำมาก

  • กองทุนรวมตลาดเงิน มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุคงเหลือของตราสารไม่เกิน 1 ปี โดยอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนรวมไม่เกิน 3 เดือน และโดยส่วนใหญ่กองทุนรวมประเภทนี้มักจะมีสภาพคล่องสูง ผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ
  • กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น เป็นกองทุนรวมที่ บลจ.วางแผนการลงทุนเพื่อให้ความคุ้มครองเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุน(ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน) โดยเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารภาครัฐไทยและต่างประเทศ เงินฝาก บัตรเงินฝาก (certificate of deposit: CD) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพยายามทำให้โอกาสสูญเสียเงินลงทุนเริ่มแรกของผู้ลงทุนมีน้อยที่สุด
  • กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short term bond fund) มีนโยบายเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก โดยกำหนดกรอบการลงทุนไว้ว่าอายุตราสารหนี้ในพอร์ต (portfolio duration) ของกองทุนรวมต้องไม่เกิน 1 ปี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นจะไม่ผันผวนมากเนื่องจากเป็นการลงทุนในระยะสั้น
  • กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้โดยเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (80% ของ NAV)

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ

  • กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป เช่น หุ้นกู้ภาคเอกชน ทั้งนี้ รวมถึงกองทุนที่ลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ (structured note) ที่คุ้มครองเงินต้นด้วย

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงปานกลาง

  • กองทุนรวมผสม ลงทุนได้ทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ โดยบางกองอาจเน้นลงทุนในตราสารหนี้ หรือบางกองอาจเน้นลงทุนในตราสารทุนมากกว่าก็ได้

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง

  • กองทุนรวมหุ้นหรือกองทุนรวมตราสารทุน มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก ? 65% ของ NAV ทั้งนี้ กองทุนรวมตราสารทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบเน้นสร้างผลตอบแทนเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีอ้างอิงหรือใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงอนุรักษ์ (passive) เช่น กองทุนรวมดัชนีราคาหุ้น กองทุนรวม ETF หุ้น จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนรวมตราสารทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีอ้างอิง (active)
  • กองทุนรวมหุ้นของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน หรือ กองทุนรวมตราสารทุนแบบ sector fund มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน เช่น ในธุรกิจด้านพลังงาน ฯลฯ หรือตราสารทุน ในประเทศหรือกลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่ง ? 80% ของ NAV

กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงมาก

  • กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนที่ซับซ้อน มีการลงทุนในทรัพย์สินที่ซับซ้อน ทำความเข้าใจได้ยาก เช่น กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมน้ำมัน (commodity fund/ gold fund/ oil fund) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (โดยที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือ hedging) เป็นต้น
สำหรับกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือ foreign investment fund (FIF) ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมจะแตกต่างไปจากกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ เนื่องจากมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการแปลงเงินบาทเป็นเงินสกุลอื่นเมื่อนำเงินไปลงทุนและแปลงกลับมาเป็นเงินบาทเมื่อนำผลตอบแทนมาคืนให้ผู้ลงทุน โดยหากเป็นกองทุนรวม FIF ที่ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน(hedging) หรือป้องกันไว้เพียงแค่บางส่วน ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมจะอยู่ในระดับสูง-สูงมาก ตัวอย่างเช่น กองทุนรวม FIF ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เช่น พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ แต่ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เลยจะถือว่าเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง หรือหากเป็นกองทุนรวม FIF ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวม ETF หุ้น แต่ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเลย ก็จะถือว่าเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงมาก เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากเป็นกองทุนรวม FIF ที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด (hedging 90% ของเงินลงทุน) ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมจะอยู่ในระดับต่ำ-สูง โดยขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่กองทุนรวม FIF เลือกลงทุน
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ “รู้จักกองทุนรวมตามลักษณะเด่น”
แหล่งที่มา www.start-to-invest.com

ระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ

Risk Profileระดับความเสี่ยงประเภทประเภทหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นหลัก
เสี่ยงต่ำมาก1กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะตลาดเงินในประเทศกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) โดยจะลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารทางการเงินในประเทศ ที่มีอายุสั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อย
2กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในต่างประเทศบางส่วนกองทุนแบบ Money Market แต่สามารถนำเงินบางส่วนไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศได้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังคงเน้นลงทุนในตราสารระยะสั้น ทำให้มีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำ
3กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าจะดูเหมือนมีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่พันธบัตรมีช่วงอายุหลากหลาย และกองทุนสามารถเลือกลงทุนในพันธบัตร หรือตราสารที่มีอายุมากกว่า 1 ปีได้ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องของ Maturity Risk
เสี่ยงต่ำ4กองทุนรวมตราสารหนี้จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นตราสารหนี้แบบไหน สามารถลงทุนได้ในหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น มิใช่เพียงเรื่อง Maturity Risk เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ Credit Rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักลงทุนที่ทำแบบทดสอบแล้วได้คะแนนในช่วง 4 ระดับแรก ถือว่าเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย ดังนั้นประเภทของตราสารที่จำแนกไว้ใน 4 ระดับแรก จึงยังคงเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงที่ต่ำ ก็มักจะมาพร้อมกับโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนักด้วยเช่นกัน ดังนั้น กองทุนตราสารหนี้ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือคนในวัยเกษียณ เนื่องจากไม่มีรายได้หลัก และต้องการลงทุนแบบคุ้มครองเงินต้น
เสี่ยงปานกลาง5กองทุนรวมผสมเป็นกองทุนรวมแบบผสม ระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน หรือ Balance Fund มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง
6กองทุนรวมตราสารแห่งทุนเป็นกองทุนรวมหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่สูง
เสี่ยงสูง7กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรมจะเป็นกองทุนรวมในหุ้นโดยลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector Fund เช่น ลงทุนเฉพาะ Sector พลังงานหรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะใน Sector ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น กองทุนที่ลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยในปีที่ผ่านมา แม้ว่าดัชนีหุ้นไทยตลาดจะเพิ่มขึ้นราว 35% และกองทุนหุ้นทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ราว 40%แต่ผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มพลังงานกลับทำได้เพียง 8-9% เท่านั้น ดังนั้นนักลงทุนที่จะเลือกลงทุนในกองทุนแบบ Sector Fund จึงควรมีความรู้ความเข้าใจให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย
เสี่ยงสูงมาก8กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ข้อมูลจาก http://www.gsb.or.th/products/personal/invest/risk.php

ความเสี่ยงกับการลงทุน

   

ความเสี่ยงกับการลงทุน

การลงทุนใดๆ ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ก่อนที่จะลงทุน นักลงทุนจำเป็นต้องรู้ประเภทของความเสี่ยง และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวเองเสียก่อน


       ความเสี่ยงกับการลงทุน คงไม่อาจปฎิเสธได้ว่าอัตราผลตอบแทนที่สูงจากการลงทุนเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนักลงทุนทุกท่าน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องคำนึงถึงก็คือความเสี่ยง การลงทุนใดๆ ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ตัวอย่างเช่น การซื้อหุ้นมีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคา หรือ ตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงว่าบริษัทที่ออกตราสารหนี้อาจล้มละลาย ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มลงทุน นักลงทุนจำเป็นต้องทราบถึงประเภทของความเสี่ยง และ ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวนักลงทุนเสียก่อน
       แต่ก่อนที่จะประเมินความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง เรามาทราบถึงประเภทของความเสี่ยงกันก่อน ซึ่งประเภทของความเสี่ยงมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทหลักๆ
      
       1.   ความเสี่ยงทั่วไป 

       ความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากการลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากในระยะยาวตลาดหุ้นส่วนใหญ่ย่อมมีมูลค่าสูงขึ้น แต่ในบางปีอาจจะเป็นปีที่ไม่ดีนัก อย่างที่ทราบกันดีในปี 2008-2009 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างถล่มทลาย โดยความผันผวนของตลาดหุ้นจะสูงขึ้นหากเป็นการลงทุนในระยะสั้นๆ เช่น ลงทุนรายวัน หรือ รายสัปดาห์ หากนักลงทุนมีกังวลกับความเสี่ยงแบบนี้มากถึงขั้นกลัวการลงทุน นั้นอาจทำให้เกิดความเสี่ยงทั่วไปแบบที่สองต่อไป 
       
       ความเสี่ยงที่การลงทุนจะไม่ถึงเป้าหมาย เป็นความเสี่ยงที่มาจาก การที่นักลงทุนเจอความผันผวนของราคาและการขาดทุนในระยะสั้นๆ จนอาจตัดสินใจไม่ลงทุนต่อเพราะกลัวว่า หากลงทุนแล้วจะขาดทุนมากขึ้น ซึ่งทำให้พลาดโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในการถือหุ้นระยะยาว

        2.   ความเสี่ยงเฉพาะ 
   
        ความเสี่ยงของอุตสาหกรรม เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุน ตัวอย่างเช่น การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมไอที ความเสี่ยงแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าหุ้นในกลุ่มไอทีมีราคาสูงเกินกว่าราคาที่ควรจะเป็น จึงมีการเทขายมากขึ้นจนทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มนั้นตก ซึ่งนักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้โดยการซื้อหุ้นในหลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรม แทนการซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมเดียว   
        
        ความเสี่ยงเฉพาะของบริษัท ประกอบด้วยความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท และความเสี่ยงจากราคา ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัทจะรวมทุกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ในขณะที่ความเสี่ยงจากราคานั้น จะขึ้นอยู่กับราคาหุ้นของบริษัทว่าแพงเกินไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของบริษัท นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงนี้ลงได้โดยการถือหุ้นหลายๆ ตัวแทนการถือหุ้นเพียงตัวเดียว 
       
        ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ อัตราดอกเบี้ยนั้น จะทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสที่จะเกิดการผันผวนมากขึ้นโดยเฉพาะในระยะสั้น นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้โดยเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เช่น หากดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น การลงทุนในทั้งหุ้นและตราสารหนี้จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการถือตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว ความเสี่ยงรายประเทศ การลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น มักเผชิญกับความเสี่ยงเฉพาะของประเทศนั้นๆ  เช่น ความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงจากนโยบายของรัฐบาล รวมไปถึงความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งนักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงนี้ลงได้โดย ลงทุนในหลายๆ ประเทศหรือเลือกลงทุนในบริษัทที่มีกิจการอยู่ในหลายประเทศ 

        นักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่าไร? 

        นักลงทุนแต่ละท่านมักมีปฏิกิริยาต่อความเสี่ยงที่ต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ของตัวนักลงทุนเอง เช่น อายุ เป้าหมายการลงทุน จำนวนเงินทุน และอีกหลายๆปัจจัย ดังนั้นก่อนการลงทุนนักลงทุนควรถามตัวเองเสมอว่าสามารถรับการขาดทุนได้มากเท่าไรทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีแผนการกระจายการลงทุนอย่างไร และมีการตรวจสอบความเสี่ยงอย่างไรก่อนจะตัดสินใจลงทุน 

         ในกรณีที่นักลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่มาก นักลงทุนควรเน้นการลงทุนในสินทรัพย์หรืออุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงไม่สูงนัก เช่น ตราสารหนี้ หรือหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แปรผันไปตามสภาวะของตลาด แต่หากนักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้มาก อาจจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น ลงทุนในหุ้นหลายกลุ่มอุตสาหกรรม หรือลงทุนในต่างประเทศ และต้องไม่ลืมกฎของการลงทุนที่ว่า High Risk, High Return การลงทุนที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงมักจะมาคู่กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน หากนักลงทุนสามารถรับมือกับความเสี่ยงประเภทต่างๆ จากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว นักลงทุนก็จะมีโอกาสที่สูงขึ้นที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของตัวนักลงทุนอีกด้วย   

บทความโดย อาณพ ปานเดย์ (anop.pandey@morningstar.com) 
เรียบเรียงโดย ชิสา รัศมีสังข์ (shisa.ratsameesang@morningstar.com)

ข้อมูลจาก http://www.morningstarthailand.com/th/news/

7 อาชีพเสริมทำรายได้ที่บ้าน

7 อาชีพเสริมทำรายได้ที่บ้าน

หลังจากที่เราได้เห็น และได้รู้ว่า ทำไมต้องทำอาชีพเสริมไปแล้ว จากบทความในครั้งก่อนๆ ซึ่งทำให้เราได้เห็นว่า ในต่างประเทศนั้น การทำอาชีพเสริม เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆ ก็ทำกัน เพราะยังไง การทำเงินหลายทาง ก็ดีกว่า การทำเงินได้ทางเดียว
มีหลายกระเป๋า ก็ดีกว่า มีเพียงกระเป๋าเดียว รวมถึง การหาเงินเพิ่ม ยังไงก็เป็นทางเลือก ที่เหมาะสมกว่า การประหยัดอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม หลายต่อหลายคนก็มองว่า เราออกไปข้างนอก ไปทำงานในที่ทำงาน ตั้งสัปดาห์ละ 5-6 วันแล้ว แค่นี้ก็ ค่อนข้างที่จะเหนื่อยแล้วนะ
รายได้เพิ่ม จากอาชีพเสริม ก็อยากจะได้อยู่หรอก แต่ว่าขออยู่บ้านกับครอบครัว ซักสัปดาห์ละ 1-2 วัน จะไม่ได้เลยหรอ นี่เป็นหลายๆ email ที่ส่งเข้ามาถามเรา ว่าน่าจะแนะนำ อาชีพเสริม ที่สามารถทำได้ที่บ้าน เค้าจะได้ ได้รายได้เพิ่ม แล้วยังได้อยู่กับครอบครัว ทั้งเวลาเย็นที่รีบกลับบ้าน มาทำอาชีพเสริมที่บ้าน และในวันหยุดอีกด้วย
ทางเราก็ได้ ทำการค้นหาข้อมูล และรวบรวม อาชีพเสริมทำที่บ้าน ที่น่าสนใจ และทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้น ไม่ต้องออกไป ทำงานข้างนอก ในวันหยุด และยังได้ รายได้เพิ่ม ตรงตามจุดประสงค์ ที่ต้องการจะได้ รายได้เพิ่ม แต่ไม่ต้องเสียเวลาที่ใช้ กับครอบครัว

7 อาชีพเสริมทำที่บ้าน

อาชีพเสริม ที่จะนำเสนอ 7 อาชีพนี้ จะแบ่งเป็น 2 ประเภท โดย 3 อาชีพแรก เป็นอาชีพเสริม ที่ง่ายๆ ทุกคนทำได้ ไม่จำเป็นต้อง มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาก่อน เริ่มต้นได้ง่าย ใครๆ ก็ทำได้ ส่วน 4 อาชีพหลังนั้น เป็นอาชีพเสริม ที่จำเป็นต้องใช้ ความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในบางด้าน ซึ่งอาจจะรวมถึง การใช้ Computer การใช้ภาษาอังกฤษ การขีดๆ เขียนๆ และการถ่ายรูป
1. งานฝีมือ
อาชีพเสริม ที่สามารถเริ่มต้นได้ที่บ้าน สุดแสนจะ Classic คือ การทำงานฝีมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เย็บปักถักร้อย ทำสร้อยลูกปัด หล่อเทียนหอม และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นอาชีพเสริม ที่ง่ายๆ มีคนสอนทำอีกต่างหาก ถ้าหากว่าคุณทำไม่เป็น และมีการรับซื้อทุกชิ้น ที่คุณทำได้สำเร็จ
เป็นอาชีพเสริม แบบทำที่บ้าน ที่น่าสนใจมาก เพราะแทบไม่ต้องลงทุน เพียงแค่ลงเวลา ลงแรง แถมปราศจากความเสี่ยง อีกต่างหาก ซึ่งทำรายได้เพิ่ม ให้กับเราได้ หลายพันบาท ต่อเดือน อย่างสบายๆ
2. เก็บขวด กระดาษ หรือของเก่าที่บ้านมาขาย
อาชีพเสริม ที่บางคนมองว่า ไม่น่าพิสมัย นั่นคือ การเก็บของที่เหลือใช้ หรือของที่ต้องทิ้งแล้ว เช่น ขวด กระดาษ หรือของเก่าที่มีอยู่ในบ้านมาขาย เป็นสิ่งที่สามารถ ทำรายได้ให้กับเรา โดยที่เราไม่ต้องลงทุน ลงแรงอะไรเลย เพราะว่ามันก็เป็นสิ่งที่เรา ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จากมันอยู่แล้ว หรือบางครั้งจะต้องทิ้งมันลงขยะ ไปฟรีๆ ด้วยซ้ำ การนำมันมาขาย จะช่วยให้เรา มีรายได้กลับมา อย่างน้อยๆ เดือนละ 300-500 บาท เลยทีเดียว
3. รับพิมพ์งาน หรือคีย์ข้อมูล
นี่เป็น อาชีพเสริม ที่ทำที่บ้านได้ แบบสุดท้ายสำหรับ ประเภท ไม่ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นั่นคือ การรับพิมพ์งาน หรือคีย์ข้อมูล ซึ่งเหมาะสำหรับ คนที่พิมพ์เอกสาร ได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว ซึ่งปกติแล้ว การพิมพ์งาน จะมีค่าแรงอยู่ที่ หน้าละ 13-15 บาท ส่วนการคีย์ข้อมูลนั้น จะมีค่าแรงอยู่ที่ แผ่นละ 3-5 บาท รวมๆ แล้ว ถ้าทำอย่างเต็มที่ เดือนๆ หนึ่ง น่าจะทำได้ถึง 4,000-5,000 บาท ได้โดยไม่ยาก
4. รับงานจาก Website ที่ชื่อ elance.com

อาชีพเสริมที่ทำที่บ้าน โดยที่ใช้ความรู้ ความสามารถเฉพาะทาง แบบแรกที่จะนำเสนอ คือ การรับงานจาก elance.com ซึ่งเป็น Website ที่นายจ้าง กับ Freelance มาเจอกัน โดยงานที่มีการจ้าง ผ่าน elance.com จะมีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น การเขียน Programme การทำ Application บนมือถือ การแปลเอกสาร การออกแบบ วาดเขียนต่างๆ เขียนแผนธุรกจ เขียนแผนการตลาด หรืองานเอกสารอื่นๆ ก็มี รายได้ที่เกิดขึ้น ก็แล้วแต่ การตกลงกับนายจ้าง
5. เขียนบทความตามที่ Website ชื่อ ehow.com ต้องการ
หลังจากที่เราได้รู้เรื่องราวของ elance.com ไปแล้ว ซึ่งบางทีเราอาจจะแค่ มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามรถ ทำในสิ่งที่นายจ้างใน elance.com ต้องการ แต่เราอาจจะมีความรู้ เรื่องการออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การตกแต่งบ้าน การทำอาหาร หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Lifestyle อื่นๆ ทางเลือกที่จะเขียนบทความ ตามที่ ehow.com ต้องการ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก โดยเราจะได้ค่าตอบแทน ในการเขียนบทความอยู่ที่ 450-900 บาท ต่อ 1 บทความ ซึ่งก็เป็นตัวเลข ที่ไม่น้อยเลย
6. เขียน Blog หรือเขียน Review สินค้า
ถ้าคุณเป็นคนนึง ที่ชื่นชอบการเขียน Diary การเขียน Blog อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี ในการทำเงินให้กับคุณได้ คุณอาจจะมีการแนะนำสินค้า ที่คุณเคยใช้ ผ่านทาง Blog และทำเป็น Affiliated Marketing ไปในตัว ซึ่งก็เป็นการทำในสิ่งที่คุณชื่นชอบ และยังได้เงินอีกต่างหาก
7. รับถ่ายรูปติดบัตร
อาชีพเสริมทำที่บ้าน ตัวสุดท้ายที่เราจะแนะนำ คือ การรับถ่ายรูปติดบัตร จะเห็นได้ว่า ถ้าไปถ่ายรูป 1  หรือ 2 นิ้ว เพื่อนำไปติดบัตร หรือสมัครงาน จะต้องเสียเงินครั้งละ มากกว่า 120 บาท ซึ่งจริงๆ แล้วค่าอัดรูป อาจจะไม่ถึง 10 บาท เลยด้วยซ้ำ หากคุณเป็นคนนึงที่ชื่นชอบ การถ่ายรูป และมีกล้อง SLR อยู่ที่บ้าน ทำไมถึงไม่ลอง รับถ่ายรูปติดบัตรดูล่ะ อาจจะคิดโหลดละ 60 บาท ก็ได้ แค่นี้คนแถวบ้าน ก็จะมาถ่ายรูปกับคุณมากมาย อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก http://shoplri.com/